ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะเล็ดในผู้สูงอายุ

อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือปัสสาวะเล็ดราด คือ ภาวะที่สูญเสียความสามารถในการควบคุมการถ่ายปัสสาวะ ทำให้ต้องปัสสาวะบ่อยสร้างความรำคาญและกระทบต่อคุณภาพชีวิต โดยมากจะพบในผุ้สูงอายุ และผู้หญิงจะมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า แต่หลังจากอายุ 80 ปีขึ้นไปจะมีความใกล้เคียงกัน  

 

แม้ว่าภาวะดังกล่าวจะไม่ได้เป็นการเจ็บป่วยแบบฉุกเฉินที่มีอันตรายรุนแรงต่อร่างกายโดยตรง แต่เป็นอาการเรื้อรังซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งในแง่ของสุขภาพกาย เช่น ปัสสาวะที่ราดออกมาจะทำให้เกิดการระคาย เคืองต่อผิวหนัง เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เพิ่มความเสี่ยงในการหกล้ม เป็นต้น

 

ส่วนในแง่ของสุขภาพจิต พบว่าผู้สูงอายุที่มีภาวะดังกล่าวจะรู้สึกว่าตนเองไม่ปกติ มีภาวะซึมเศร้า กลัวผู้อื่นได้กลิ่นเหม็นปัสสาวะ อายที่จะเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและไม่ยอมเดินทางออกนอกบ้าน นอกจากนี้ยังส่ง ผลกระทบต่อครอบครัวในด้านสัมพันธภาพ เนื่องจากมีการทำกิจกรรมกับบุคคลในครอบครัวลดลง และยังกระทบต่อเศรษฐกิจ ของครอบครัวซึ่งเกิดจากมีค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อจัดการกับอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เช่น กางเกงในซึมซับ เป็นต้น

 

สาเหตุภาวะปัสสาวะเล็ดชั่วคราว เกิดจาก

1. มีการจำกัดกิจกรรม ไม่สามารถเดินไปห้องน้ำเองได้

2. มีอาการท้องผูกเรื้อรัง ทําให้ก้อนอุจจาระที่จับเป็นก้อนแข็งกดบริเวณท่อปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่

3. มีการรับรู้บกพร่อง ไม่สามารถประมาณระยะทางในการไปห้องน้ำได้เหมาะสม

4. มีปัญหาในด้านจิตใจ ทำให้การรับรู้การปวดปัสสาวะลดลง

5. ได้รับผลข้างเคียงจากยา เช่น ยาขับปัสสาวะ ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น ทำให้ปัสสาวะคลายตัว ส่งผลให้ปัสสาวะออกไม่หมด และมีปัสสาวะค้างมาก จึงเกิดการปวดปัสสาวะบ่อยและกลั้นไม่อยู่

 

สาเหตุภาวะปัสสาวะเล็ดเรื้อรัง เกิดจาก

1. กล้ามเนื้อหูรูดไม่แข็งแรง จึงเกิดอาการปัสสาวะเล็ดเมื่อ ไอ จาม หัวเราะ หรือยกของหนัก

2. กระเพาะปัสสาวะมีการบีบตัวบ่อยและเร็วกว่าปกติ จึงมีปฎิกิริยาตอบสนองไวเมื่อมีอาการปวด

3.มีความผิดปกติบริเวณกระเพาะปัสสาวะ เช่น มีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ มีการอักเสบติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

4. มีการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ หรือกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ ทำให้มีปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะมากเกิน เช่น ผู้สูงอายุที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโต เบาหวาน เป็นต้น

5. มีโรคประจำตัวที่มีผลต่อการกลั้นปัสสาวะ เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน เบาจืด โรคทางสมอง โรคซึมเศร้า เป็นต้น

6. อายุที่เพิ่มขึ้น กระเพาะปัสสาวะผ่านการใช้งานมานานจึงมีการทำงานที่แปรปรวน เช่น ฮอร์โมนที่ลดลง มีการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อเชิงกราน การบีบรัดของกล้ามเนื้อหูรูดเสื่อม

 

แนวทางการรักษา

การรักษามักใช้หลายวิธีเพื่อให้ได้ผลมากที่สุด

1. ฝึกนิสัยการขับถ่ายปัสสาวะให้เป็นเวลา โดยกระตุ้นให้ขับถ่ายปัสสาวะทุก 2 ชั่วโมงแล้วอาจเพิ่มเวลาขึ้นอีก 30 นาทีต่อวัน จนสามารถยืดระยะเวลาขับถ่ายได้เป็นทุก 3-4 ชั่วโมง

2. ดื่มน้ำวันละ 5 – 2 ลิตร การดื่มน้ำน้อยไม่ได้ทำให้ปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ลดลง แต่จะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ แต่ก่อนเข้านอน 3 – 4 ชั่วโมง ควรดื่มน้อยลงเพื่อป้องกันการปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน

3. จัดสิ่งแวดล้อมให้ขับถ่ายปัสสาวะได้สะดวก เช่น สถานที่ควรสะอาด แสงสว่างเพียงพอทางเดินไม่ลื่น มีราวเกาะเดิน หากไปห้องน้ำไม่ได้ควรใช้กระโถน หรือเก้าอี้นั่งสำหรับขับถ่าย เป็นต้น

4.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งกระตุ้นให้ปวดปัสสาวะบ่อย

5. หลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง เช่น การสูบบุหรี่ การควบคุมโรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ

6. ควบคุมน้ำหนักตัว เนื่องจากความอ้วนจะเพิ่มความดันในช่องท้อง ทำให้ความสามารถในการกลั้นปัสสาวะลดลง

7. บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยการขมิบก้นและช่องคลอด ลักษณะคล้ายกับการผายลม โดย

     > ขมิบกล้ามเนื้อครั้งละ 5-10 วินาที แล้วปล่อย ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง วันละ 3 รอบอย่างต่อเนื่อง จะเห็นผลชัดเจนหลังทำไป 15-20 สัปดาห์

     > สำหรับผู้สูงอายุชายที่ผ่าตัดต่อมลูกหมาก มักมีปัญหาอาการกลั้นไม่อยู่หลังผ่าตัด แนะนำให้บริหารอุ้งเชิงกรานตั้งแต่ก่อนผ่าตัดและให้ทำต่อเนื่องจนกระทั่งหลังผ่าตัดนานเท่าที่จะทำได้ การเริ่มฝึกครั้งแรกๆ แนะนำให้ผู้สูงอายุสอดนิ้วเข้าไปทางทวารหนักและให้ลอง ขมิบกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก การปฏิบัติที่ถูกต้องจะพบว่า องคชาตหดสั้นเข้า ผู้ที่ปฏิบัติสม่ำเสมอจะสามารถกลั้นปัสสาวะได้ดีขึ้น

กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือปัสสาวะเล็ดelise4web2


8. การใช้ยาและผ่าตัดโดยให้ยาลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ และผ่าตัดในรายที่มีข้อบ่งชี้ เช่น ต่อมลูกหมากโต กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนรุนแรง เป็นต้น

9. สำหรับผู้สูงอายุที่ใช้แผ่นรองซับปัสสาวะ ควรป้องกันการเกิดแผลกดทับหรือผื่นแพ้บริเวณร่มผ้า โดยการเปลี่ยนทุกครั้งเมื่อมีการขับถ่าย และดูแลให้ผิวหนังแห้งเสมอ

10. รักษาความสะอาดทุกครั้งหลังจากมีปัสสาวะเล็ด/รั่วไหล โดยใช้กระดาษชำระเช็ดทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ให้แห้งทุกครั้ง ป้องกันการเกิดแผลจากการระคายเคือง และเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังไม่เช็ดย้อน เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ได้ ควรใช้สบู่อ่อนๆ เสื้อผ้าและกางเกง ชั้นในควรสะอาดและเป็นผ้าฝ้ายที่ไม่ระคายเคืองมากเกินไป

 

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะเล็ด ในวัยสูงอายุเป็นปัญหาที่พบบ่อย ซึ่งอาจบั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้ ภาวะนี้อาจเป็นเพียงอาการแสดงออกของโรคบางอย่าง หรือ อาจเป็นอาการแค่ชั่วคราว หากได้รับการแก้ไข ก็จะสามารถกลับคืนภาวะปกติได้ ส่วนผู้ที่ไม่สามารถแก้ไขสาเหตุได้ทั้งหมด การรักษาพยาบาลเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ หรือดีขึ้นกว่าเดิม ก็สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้